Featured Post

กำหนดภาษาที่ใช้บนเว็บ

กำหนดภาษาที่ใช้บนเว็บได้ <meta http-equiv=content-type content=”text/html; charset=utf-8″> แท็กนี้ มีประโยชน์คือ ช่วยปรับ internet explorer ให้แสดงอักษรภาษาไทย...

อ่านต่อ

สรุปข้อมูลสถิติตัวเลขเกี่ยวกับ Internet ในปี 2009

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 23-02-2010

0

สรุปข้อมูลสถิติตัวเลขเกี่ยวกับ Internet ในปี 2009
เรามาดูตัวเลขและสถิติที่น่าสนใจ เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตในปี 2009 ที่ผ่านมากันครับ มีหลายสถิติที่บ่งบอกถึงแนวโน้ม ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอินเตอร์เน็ต และการเติบโตย่างต่อเนื่องในสื่อออนไลน์ อาจะกลายเป็นช่องใหม่ๆ ในการทำตลาดและธุรกิจมาเริ่มต้นกับจำนวนเว็บไซต์กันก่อน

Websites 234 million
ตัวแรกพูดถึงจำนวน Websites ทั่วโลกที่ปัจจุบัน มีการรวบรวมจำนวนเว็บไซต์ ณ ปัจจุบันมีเว็บไซต์
ที่เปิดให้บริการเข้าถึงได้เป็นจำนวน 234 million – The number of websites as of December 2009.
เป็นเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นใหม่ในปี 2009 เป็นจำนวน 47 million

 

187 Milion of Domain Names
จำนวนโดเมนทั้งสินรวมมากถึง 187 Milion โดเมน สถิติรวบรวมเมื่อ เดือนตุลาคม 2009 มีการเติบโตขึ้น 8%
ซึ่งแยกเป็น ดอท ต่างๆ ดังนี้
81.8 million – .COM domain names at the end of 2009.
12.3 million – .NET domain names at the end of 2009.
7.8 million – .ORG domain names at the end of 2009.
76.3 million – The number of country code top-level domains (e.g. .CN, .UK, .DE, etc.).

GPS (Global positioning System)

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 26-01-2010

0

เป็นระบบบอกพิกัดผ่านทางดาวเทียมซึ่งดาวเทียมจะบินโคจรสูงจากระดับพื้นโลกประมาณ 20,200 กิโลเมตร ดาวเทียมเหล่านี้จะคอยส่งสัญญาณให้กับเครื่องลูกข่าย เพื่อบอกพิกัด ตำแหน่ง บนผิวโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยในช่วงแรกการใช้งานนั้น GPS จะถูกจำกัดอยู่ในทางการทหาร แต่ต่อมาทางสหรัฐอเมริกา     ซึ่งเป็นผู้สร้างและดูแลเครือข่ายดาวเทียมเหล่านี้ได้ทำการปลดล็อค ดาวเทียม เพื่อให้สามารถใช้ได้นอกเหนือจากการทหาร จึงเริ่มมีการใช้งานในวงกว้างขึ้ เช่น ใช้ในระบบการขนส่งการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติการทำแผนที่และในปัจจุบันในวงการท่องเที่ยว ก็มีการนำ GPS มาใช้ในการเดินป่าอีกด้วย

ขอบคุณที่มา : http://cgsc.rta.mi.th

ข้อแนะนำในการเลือก Domain name

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 13-01-2010

0

1. ควรเป็นชื่อที่จำได้ง่าย และสะกดง่าย จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถจำชื่อเว็บไซต์ของเราได้ง่ายและกลับมาใช้งานเว็บของเราได้อีก
2. ควรเป็นชื่อที่สั้น คือไม่ควรเกิน 10 ตัวอักษร จะช่วยทำให้สามารถจำได้ง่ายขึ้น
3. ควรจดโดยใช้ .com เนื่องจากผู้ใช้งานจะคุ้นเคยกับ .com มากกว่า อื่นๆ
4. ควรเป็นชื่อที่เป็นสากล การใช้ชื่อที่เป็นสากลรู้จักกันโดยทั่วไป ทำให้ผู้ใช้งานคุ้นเคยและจำชื่อเว็บไซต์ของเราได้ง่าย ไม่ควรใช้คำเฉพาะที่รู้จักกันคนในพื้นที่รู้จักเท่านั้น
5. ควรเป็นชื่อที่ง่ายในการออกเสียง การออกเสียงได้ง่ายจะทำให้จำชื่อเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และสะกดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
6. ควรเป็นชื่อที่มีตัวอักษรเท่านั้น ในปัจจุบันเราสามารถใส่สัญลักษณ์ (-) hyphen และตัวเลขใน domain name ได้ แต่การใส่สัญลักษณ์และตัวเลขนั้นจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการพิมพ์ชื่อ domain name ได้ง่ายขึ้น
7. ควรใช้ชื่อเว็บไซต์ที่มีตัวอักษรซ้ำกัน คือใช้ตัวอักษรซ้ำกันใน domain name จะทำให้การออกเสียงง่ายขึ้นและจดจำง่ายขึ้น
8. ควรเป็นชื่อที่เกี่ยวกับเนื้อหาของเว็บไซต์ เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์รู้เนื้อหาของเว็บไซต์ได้ทันทีจากชื่อของเว็บไซต์
9. ควรมี keyword ที่เกี่ยวข้อกับเว็บไซต์ keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราจะมีผลอย่างยิ่ง ต่อลำดับการค้นหาของ search engine ต่างๆ
 10. ควรใช้ยี่ห้อสินค้าของตัวเองเป็น domain name ในกรณีนี้เราเห็นตัวอย่างมากมายเช่น nike.com

SMS Marketing คืออะไร

Posted by suthamas | Posted in E-Marketing, ความรู้ทั่วไป | Posted on 12-01-2010

0

SMS Marketing บริการทำการตลาดด้วย SMS โดยคุณสามารถส่ง SMS Online จากระบบผ่านเว็บไซต์ ไปยัง โทรศัพท์มือถือ ได้อย่างง่ายดาย และ รวดเร็ว ทันใจ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทันที โดยคุณจะมั่นใจได้ว่า SMS ของคุณ ส่งถึงผู้รับแน่นอน 100%

บริการ SMS Marketing หรือ Online SMS Services เป็นบริการ ส่ง SMS วิธีการง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณทำธุรกิจของคุณ ให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบการ ส่ง SMS ผ่านเว็บไซต์ โดยการส่ง SMS เป็น เครื่องมือการตลาดที่จะช่วยเพิ่ม ความสะดวก รวดเร็ว อีกทั้งยัง ประหยัดเงิน และเวลา ในการติดต่อสื่อสารอีกด้วย

“23 ข้อ” ทำให้เว็บน่าสนใจ

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 01-12-2009

0

23 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการวิจัยของ 3 สถาบัน ได้แก่ The Poynter Institute, the Estlow Center for Journalism & New Media, และ Eyetools ภายใต้โครงการ “The Eyetrack III” ซึ่งศึกษาถึงกลยุทธ์การออกแบบเว็บไซต์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ให้มาก ที่สุด

  1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค
  2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ
  3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ
  4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา
  5. รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้
  6. แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร
  7. ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก
  8. คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ
  9. คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ
  10. ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า
  11. รูปแบบเว็บไซต์ที่มีแถวแนวตั้งแถวเดียว ดึงดูดสายตามากกว่าหลายแถว
  12. แบนเนอร์โฆษณาที่อยู่บริเวณบนสุดและซ้ายสุด จะดึงดูดสายตามากที่สุด
  13. การวางโฆษณาใกล้กับคอนเทนท์ที่ดีที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก
  14. โฆษณาแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากกว่าโฆษณาแบบภาพหรือกราฟฟิค
  15. ภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งดึงดูดความสนใจได้มาก
  16. ภาพที่ชัด ดูง่าย และถ่ายบุคคลจริงๆ จะได้รับความสนใจจากคนดู มากกว่าภาพประเภทดีไซน์จัดๆ ภาพนามธรรม (abstract) หรือภาพนายแบบ-นางแบบ
  17. หน้าเว็บไซต์ก็เหมือนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้น พาดหัวจะได้รับความสนใจมากที่สุด
  18. คนส่วนใหญ่มักจะสนใจหัวข้อและเมนูต่างๆ ในเว็บไซต์
  19. ถ้ามีบทความยาวๆ ในเว็บไซต์หรือบล็อก หากแยกเนื้อหาออกเป็นข้อๆ จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้น
  20. ผู้ใช้มักจะไม่อ่านบทความที่ติดกันยาวๆ หลายบรรทัด ดังนั้น ถ้าบทความยาวมาก ควรแตกเป็นย่อหน้าย่อยๆ
  21. การดึงความสนใจของคนให้อ่านบทความให้มากและนานที่สุด คือการใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวหนา ตัวใหญ่ ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ หรือตัวอักษรสีต่างๆ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ผู้อ่านหมดความสนใจเช่นกัน
  22. เว้นที่ว่างบนหน้าเว็บบ้างก็ดี ไม่ต้องใส่ข้อมูลหรือภาพบนทุกอณูของเว็บก็ได้
  23. ปุ่ม navigation ควรวางไว้บนสุดของหน้าเว็บ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด

ที่มา: http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,70203.0.html

10 เหตุผลที่ Social Media ไม่สามารถมาแทนที่ Email ได้

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 26-11-2009

0

  1. อีเมล์จะยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการติดต่อของผู้คนไปอีกนาน แม้ว่าจะมีเครื่องมือในการสื่อสารใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะ Social Media ต่าง ๆ ที่เริ่มเปลี่ยนวิถีการสื่อสารจากอีเมล์ มาใช้ direct message ใน twitter หรือแม้กระทั่งใช้ private message box ใน facebook เป็นต้น สิ่งที่ยังเป็นตัวบ่งบอกว่า อีเมล์ยังไม่ตาย มีดังนี้
    ผู้คนยังคงส่งจดหมายแบบเขียนด้วยมือ ผ่านการส่งไปรษณีย์ แม้ว่าสามารถใช้โทรศัพท์ ส่งอีเมล์ ส่ง sms แทนได้
  2. แทบทุกเว็บไซต์ยังคงใช้อีเมล์เพื่อการลงทะเบียน
  3. Social Network ยังคงส่งการแจ้งเตือนต่าง ๆ ผ่านอีเมล์
  4. ยังไม่เห็นหลักฐานใด ๆ ว่า Google Wave จะเป็นสิ่งที่มาแรงแซงอีเมล์
  5. คนใช้อีเมล์จนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในชีวิตไปแล้ว แต่ Social Network อาจยังไม่ใช่
  6. ยังมีคนอีกหลายคนที่ไม่มีความสนใจที่จะใช้ Social Network
  7. อีเมล์ก็ยังปรับปรุงบริการของตนอยู่เรื่อย ๆ เช่น Google ก็เพิ่มลูกเล่นในการใช้งานให้กับบริการ Gmail ของตนอยู่ตลอดเวลา
  8. แม้กระทั่ง Social Network เองก็ยังเห็นความสำคัญของอีเมล์ เช่น MySpace ซึ่งเป็นหนึ่งใน Social Network ชื่อดัง ก็ยังเปิดให้บริการอีเมล์ของตนเอง เมื่อไม่นานมานี้
  9. ยิ่งคนใช้ Social Media มากขึ้น นั่นหมายถึงมีคนใช้อีเมล์มากขึ้นเช่นกัน
  10. อีเมล์ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่ในการทำการตลาดได้ดี ในขณะที่บางองค์กรยังหากลยุทธที่เหมาะสมสำหรับสื่อ Social Media ให้ตนเองไม่ได้

เรียกได้ว่า จุดเด่นของเครื่องมือออนไลน์แต่ละอย่าง ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์ที่ดีนั้น ก็ต้องเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน

ที่มา : keng.com

การเปิดคำสั่งพิเศษ Related Results ใน Google

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 24-11-2009

0

Related Results คือคำสั่งที่เอาไว้เปิดดูผลการค้นหาแท้จริงทั้งหมดที่แอบซ่อนอยู่ ซึ่งนาน ๆ จะมีโผล่มาตรงนี้ แต่หากมี Related Results โผล่มาให้เราดูแล้วก็ถือว่าเป็นการแนะนำจาก Google ให้เรากดเข้าไปดูต่อ เพราะผลการค้นหาปริมาณมากจาก Google กำลังรอเราอยู่ในหน้าถัดไป

ซึ่งจะเห็นว่า ผลการค้นหาอันดับสองนั้น จะมีบรรทัดเสริมเป็นลิงก์ต่อท้ายลงมาที่ระบุว่า “ผลการค้นหาเพิ่มเติมจาก www.xxx.com” เมื่อคลิกเข้าไปดู จะเห็นผลการค้นหาที่ปปรากฏเฉพาะในเว็บไซต์นั้น ในปริมาณมากเลยทีเดียว

QR Code คืออะไร

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 20-11-2009

3

ทุกท่านคงรู้จักกับ Bar Code กันแล้ว เพราะทุกสินค้า และห้างร้านบ้านเรา ก็มักจะใช้ตัว Bar Code เพื่อกำกับสินค้า ว่าสินค้าตัวนั้น มีชื่อว่าอะไร ราคาเท่าไหร่ เป็นต้น เพื่อให้คอมพิวเตอร์ได้อ่าน และประมวลได้อย่างรวดเร็ว แต่คุณ Bar Code คุณยังดีไม่พอ คือมีมนุษย์เรา พยายามคิดสิ่งที่จะสามารถอ่านค่า ได้เร็วกว่า Bar Code ขึ้นมาอีก สิ่งนั้นคือ QR Code

qrโดย QR Code ก็คือรหัสชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า two-dimensional bar code หรือใครจะเรียกว่า 2D bar code ก็แล้วแต่ โดยหลายชื่อนี้ ก็คือ QR Code เหมือนกันครับ ซึ่ง QR Code นี้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1994 โดยบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่ชื่อ Denso-Wave และได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ชื่อ QR Code ไปแล้วทั้งในญี่ปุ่น และทั่วโลก ทำให้เรามักจะเรียกว่า 2D Bar Code กันแทนเพื่อเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า QR Code นั้น ได้ถูกนิยามความหมายว่าเป็น Quick Response หรือการตอบสนองที่รวดเร็ว ซึ่งมาจากความตั้งใจของผู้คิดค้น ที่จะให้ QR Code นี้สามารถถูกอ่านได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง ซึ่งตัวสัญลักษณ์ QR Code นี้ได้รับความนิยม จนกลายเป็นของธรรมดาในญี่ปุ่นไปแล้ว

ทุกวันนี้ QR Code นอกจากจะเอาไว้ใช้ในวงการค้าขายสินค้า หรือขนส่งแล้ว ยังเป็นที่นิยมนำเอามาใช้ในการตลาดด้วย เราจะเป็น QR Code ไปโผล่อยู่ตามโฆษณา ในแมกกาซีน หรือป้ายโฆษณา Bill Board เป็นต้น ซึ่งเราสามารถให้ QR Code นี้ เก็บข้อมูล url ของเราได้ และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เราสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์สำหรับอ่าน QR Code หรือ 2D Bar Code นี้ไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ง่าย ๆ แล้ว เมื่อพบ QR Code ในแมกกาซีน หรือป้ายโฆษณา Bill Board ก็สามารถเอามือถือไป scan เพื่อรับข้อมูลนั้นมาได้ โดยสะดวกง่ายดาย  ซึ่งตัว QR Code นี้สามารถเก็บข้อมูลได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ wap url , web url หรือไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น

ที่มา : keng.com

15 อย่างที่ต้องตรวจสอบก่อนเปิด website

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 12-11-2009

0

1. Favicon
icon ที่บ่องบอกถึง brand ของ website ของคุณ ซึ่งจะปรากฎใน browser ของผู้ใช้งาน
<link rel=”icon” type=”image/x-icon” href=”/favicon.ico” />

สำหรับ iPhone
<link rel=”apple-touch-icon” href=”/favicon.png” />

2. Titles And Meta Data
ในส่วนนี้ชาว SEO ไม่น่าพลาด เพราะว่าเป็นส่วนสำคัญ ของหน้า html
<title>Web Hosting เว็บโฮสติ้ง คุณภาพราคาย่อมเยาว์ บริการดี 24 ชม</title>

3. Cross-Browser Checks
ทั้ง web designer และ developer คงจะปวดหัวไม่น้อย เพราะว่า website ของคุณต้องสามารถทำงานใน browser ชนิดต่างๆ
ได้เหมือนกัน เช่น IE, Firefox, Safari เป็นต้น

4. Proofread
อ่านทุกอย่างที่อ่านได้ใน website ของคุณว่าเป็นยังไงบ้าง ควรปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

5. Links
ตรวจสอบ link ใน website ของคุณว่าทำงานถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ชาว SEO ก็ไม่น่าพลาดในส่วนนี้

6.Functionality Check
แน่นอนคุณต้องทดสอบ function การทำงานต่างๆ ให้ถูกต้องและครบถ้วน

7. Graceful Degradation
ตรงนี้น่ากลัวเช่นกัน คือ website ของคุณต้องทำงานได้ ถ้า browser ของผู้ใช้งานเปิดการทำงานของ JavaScript

8. Validation
ต้องทำการตรวจสอบ website ของคุณให้เป็นไปตามมาตรฐานของ XHTML ด้วย w3c validator เพื่อช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้เยอะ

9. RSS Link
website ของคุณควรที่จะสนับสนุนระบบ feed ทั้ง RSS และ ATOM ซึ่งควรที่จะแสดงผ่าน browser ของผู้ใช้งานด้วย

10. Analytics
สำหรับคนทำ website อยากที่จะรู้สถิติการใช้งานต่างๆ ของ website โดยสามารถติดพวก Analytic Tools ได้เช่น
Google Analytic, StatCounter, TrueHit เป็นต้น

11. Sitemap
เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ของการทำ website และชาว SEO คงไม่พลาดอีกเช่นกัน เนื่องจากเอื้อแประโยชน์ให้ Search engine
เข้ามาเยี่ยมเยือน website ของเราได้ง่ายขึ้น

12. Defensive Design
ในกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆ เช่น 404 file not found, 501 เป็นต้น ก้ควรจะมีการออกแบบและสร้างหน้าดัก error เหล่านี้ไว้ด้วย
ซึ่งถือว่าเป็นความละเอียดของผู้สร้าง website กันเลยทีเดียว

13. Optimize
เมื่อระบบเสร็จสิ้นแล้ว ควรที่จะทำการปรับปรุงประสิทธิภาพของการทำงานในส่วนต่างๆ ของ website เช่น JavaScript, CSS,
Compressed HTML, Caching เป็นต้น ซึ่งถ้า website ทำงานเร็ว คนใช้งานก็จะให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น

14. Back Up
ในระบบที่จะเอาขึ้นนั้น ควรที่จะวางแผนระบบ backup ไว้ด้วยทั้ง hot และ cold backup

15. Print Style Sheet
กำหนด stylesheet หรือ css ในการ print หน้า website ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆ ระบบมองข้ามไป
<link rel=”stylesheet” type=”text/css” href=”print.css” media=”print” />

ที่มา : http://www.narisa.com/blog/up1/index.php?cat=31

Site Hack การเจาะข้อมูลเฉพาะเว็บไซต์

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 10-11-2009

0

Site Search เหมาะสำหรับการเน้นค้นหาข้อมูลเฉพาะในเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเท่านั้น และแน่นอนว่าความเที่ยงตรงของผลการค้นหาจะเพิ่มเป็นทวีคูณเลย หากเราเลือกเว็บไซต์ได้เหมาะสมกับสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่

เช่นอยากลองหาเช่า Web Hosting สักที่ ก็ให้ใช้คำสั่งนี้พิมพ์ลงไปในช่องค้นหา
site:www.jaideehosting.com Web Hosting



Advertise Here