Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 23-09-2010
0
เป็นเรื่องปกติที่โปรแกรมหรือบริการยอดนิยมจะถูกโจมตีจากนักแฮก ล่าสุด ภัยจู่โจมผู้ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 21-22 กันยายนที่ผ่านมา กลายเป็นสัญญาณชัดเจนว่าทวิตเตอร์กำลังจะเป็นเวทีแห่งใหม่ที่แฮกเกอร์นักเจาะระบบใช้เป็นเป้าหมายในการดำเนินการ ตอกย้ำว่าทวิตเตอร์นั้นเป็นบริการทรงอิทธิพลจนทำให้นักแฮกต้องการ “ลองของ”ในขณะนี้
วันที่ 21-22 กันยายน 2553 สื่อต่างประเทศรายงานว่าเว็บไซต์ทวิตเตอร์นั้นถูกเจาะระบบจนทำให้เว็บไซต์อนาจารของญี่ปุ่นปรากฏบนหน้าจอของเครื่องที่เปิดใช้งานทวิตเตอร์อยู่โดยที่ผู้ใช้ไม่ได้ตั้งใจ (Redirect) โดยปัญหานี้เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องของระบบทวิตเตอร์ ซึ่งทำให้นักแฮกสามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาเพื่อรีไดเรกต์ผู้ใช้ไปยังเว็บอื่นได้แม้จะไม่มีการคลิกบนลิงก์เว็บไซต์ใดๆ
รายงานระบุว่า เมื่อผู้ใช้ทวิตเตอร์ถูกส่งเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์อื่น เครื่องคอมพิวเตอร์จะติดเชื้อหนอน (Worm) ทันที ทำให้ข้อความอัปเดตสถานะที่ผู้ใช้พิมพ์ไปนั้นไม่ถูกแสดงตามปกติ แต่จะเป็นลักษณะโปรแกรมชุดคำสั่ง Code HTML แทน (ในภาพ 1) ซึ่งเพียงผู้รับข้อความลากเมาส์ผ่าน ข้อความดังกล่าวจะถูกส่งต่อหรือ RT ไปยังรายชื่อผู้ติดตาม (follower) ของสมาชิกโดยอัตโนมัติ
ปรากฏว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายหมื่นคนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการโจมตีข้อบกพร่องนี้ของทวิตเตอร์ จุดนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยวิเคราะห์กันว่า แม้ทวิตเตอร์จะออกมาระบุว่าได้แก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้ว และยืนยันว่าการแพร่กระจายนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แต่ทวิตเตอร์ก็ควรจะเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให่รัดกุมกว่านี้ เหมือนที่ไมโครซอฟท์ อโดบี และเฟซบุ๊กต้องออกมาประกาศมาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ หากทวิตเตอร์ต้องการจะรักษาความเชื่อมั่นไว้ โดยเฉพาะกับหน่วยงานองค์กรที่สนใจใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
ในทางเทคนิค นักแฮกนั้นเลือกใช้คำสั่ง onMouseOver ในภาษา JavaScript ซึ่งอาศัยข้อบกพร่องในเว็บไซต์ทวิตเตอร์เพื่อทำให้แฮกเกอร์สามารถรีไดเรกต์เหยื่อไปยังหน้าเว็บไซต์ฝังโปรแกรมอันตรายไว้ จุดนี้ Beth Jones นักวิจัยภัยคุกคามอาวุโสของบริษัท Sophos ตั้งข้อสังเกตว่า การโจมตีระบบของทวิตเตอร์นั้นไม่ได้แปลว่าเว็บไซต์ทวิตเตอร์มีข้อบกพร่องมากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป แต่เป็นเพราะแฮกเกอร์ให้ความสนใจกับทวิตเตอร์มากกว่า โดยเฉพาะความท้าทายในการทดสอบว่า หนอนร้ายจะแพร่กระจายตัวรวดเร็วเท่าใดในเครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่างทวิตเตอร์
แน่นอนว่าหนอนร้ายแพร่กระจายไปสู่ผู้ใช้ทวิตเตอร์แบบไฟลามทุ่ง อย่างไรก็ตาม ชาวออนไลน์นั้นเชื่อกันว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะทวิตเตอร์นั้นละเลยกับแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขั้น โดย Masato Kinugawa นักแฮกชาวญี่ปุ่นออกมาประกาศว่าได้ค้นพบข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา และได้แจ้งเตือนทวิตเตอร์ให้รับทราบแต่ไม่มีการดำเนินการแก้ไขใดๆ ทั้งที่พนักงานทวิตเตอร์ก็รับรู้ถึงข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม Bob Lord ประธานฝ่ายรักษาความปลอดภัยทวิตเตอร์ยืนยันว่าบริษัทไม่เคยรับแจ้งเรื่องความเสี่ยงในการเกิดอันตรายของข้อบกพร่องในระบบทวิตเตอร์มาก่อน โดยระบุว่าทวิตเตอร์พบข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเองและได้แก้ไขเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่การปรับเว็บไซต์ทวิตเตอร์เวอร์ชันใหม่กลับทำให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งหลังการแก้ไขข้อบกพร่องครั้งล่าสุดนี้ สมาชิกจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรหัสผ่านหรือดำเนินการใดๆเพิ่มเติม
การปรับเว็บไซต์เวอร์ชันใหม่ที่ผู้บริหารทวิตเตอร์พูดถึงนั้นถูกแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา โดยหน้าเว็บไซต์ทวิตเตอร์โฉมใหม่จะแบ่งหน้าจอออกเป็นฝั่งซ้ายและขวา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถอ่านข้อความทวีตตามปกติได้จากฝั่งซ้าย และเรียกดูคอนเทนต์ที่ต้องการได้ทันทีในฝั่งขวาของหน้าจอ ทั้งภาพถ่าย แผนที่ และคลิปวิดีโอ ผลคือผู้ใช้งานจะสามารถอ่านข้อความทวีตได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
นักวิเคราะห์เชื่อว่าความสามารถใหม่ของทวิตเตอร์นั้นมีส่วนในการทำให้ทวิตเตอร์ตกเป็นเป้าโจมตีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การพัฒนาให้ทวิตเตอร์เป็นข้อมูลเรียลไทม์ที่เสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Google และค่ายอื่นสามารถค้นหาพบ ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทวิตเตอร์ตกเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่แฮกเกอร์จ้องจะ”ลองของ”ตาเป็นมัน และลงมือทดลองปั่นป่วนระบบเพื่อพิสูจน์ฝีมือที่ตัวเองมี
ที่สำคัญ นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ทวิตเตอร์นั้นกำหนดนโยบายรักษาความปลอดภัยพื้นฐานผิดพลาด โดยควรจะไม่อนุญาตให้มีการทวีตข้อความภาษา Javascript ตั้งแต่แรก เช่นเดียวกับที่เว็บไซต์ Web 2.0 หรือเว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถโพสต์ข้อความได้อย่างอิสระเริ่มทยอยปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้บริโภค ทวิตเตอร์แนะนำให้ผู้ใช้ไม่คลิกลิงก์ที่ไม่น่าไว้วางใจ เพื่อป้องกันความเสียดายที่อาจเกิดขึ้นแม้ทวิตเตอร์จะแก้ไขข้อบกพร่องแล้ว
ทวิตเตอร์นั้นเป็นดาวรุ่งในวงการอินเทอร์เน็ตนับตั้งแต่เริ่มให้บริการในปี 2006 ในฐานะบริการที่เปิดให้ชาวเน็ตสามารถแบ่งปันความคิด สถานการณ์รอบตัว และกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ได้เป็นข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษร มียอดการรับส่งข้อความสั้นราว 70 ล้านข้อความ (Tweet) ต่อวันทั่วโลก เป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 53 ราว 20 ล้านทวีตต่อวัน โดยตัวเลข 70 ล้านทวีตต่อวันนั้นเท่ากับสมาชิกทวิตเตอร์นั้นโพสต์ข้อความทวีตโดยเฉลี่ย 800 ข้อความต่อวินาที
ขอบคุณที่มา : cyberbiz/manager.co.th
Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 20-09-2010
0
สำนักข่าวต่างประเทศอ้างแหล่งข่าววงใน ระบุว่าแอปเปิลกำลังอยู่ระหว่างการซุ่มสร้างร้านให้บริการดาวน์โหลดหนังสือพิมพ์และนิตยสารดิจิตอลเพื่อให้ชาวไอแพด (iPad) ได้ดาวน์โหลดแบบสะดวกสบาย เชื่อจะมีลักษณะเดียวกับร้าน iBooks ซึ่งแอปเปิลสร้างขึ้นเพื่อให้บริการดาวน์โหลดหนังสือเล่ม แต่จะแยกเดี่ยวออกมาเป็นแอปพลิเคชัน standalone ซึ่งไม่ติดกับแหล่งดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของแอปเปิลอย่าง App Store รวมถึงบริการหนังสือดิจิตอลที่แอปเปิลมีอยู่แล้วอย่าง iBooks
สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่าโครงการนี้ของแอปเปิลกำลังอยู่ในช่วงการวางแผนเริ่มต้น โดยที่ผ่านมา แอปเปิลได้เปิดการเจรจากับสำนักพิมพ์รายใหญ่ของสหรัฐฯมาระยะหนึ่งแล้ว และยังดำเนินต่อไปในขณะนี้
จุดประสงค์ในการสร้างร้านดาวน์โหลดหนังสือพิมพ์และนิตยสารของแอปเปิลนั้นถูกมองว่าคือหนึ่งในกลยุทธ์ขยายอาณาจักรไอแพด เพราะคอนเทนต์น่าสนใจของนิตยสารและหนังสือพิมพ์จะทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับไอแพดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ค่ายสำนักพิมพ์ก็จะสามารถขยายผลการสมัครสมาชิกได้มากขึ้น ซึ่งจะดีกว่าการให้บริการเป็นแอปพ่วงใน iBooks
นอกจากนี้ ร้านใหม่ของแอปเปิลยังมีส่วนช่วยให้ค่ายสำนักพิมพ์สามารถสร้างนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ฉบับดิจิตอลได้ง่ายขึ้นในงบประมาณไม่บานปลาย จุดนี้ Bloomberg นั้นให้รายละเอียดว่าในเบื้องต้น แอปเปิลนั้นตกลงให้สำนักพิมพ์สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกได้ด้วย (เฉพาะกลุ่มที่ยินยอม) ซึ่งจะทำให้สำนักพิมพ์สามารถแบ่งปันข้อมูลกับนักโฆษณาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือค่ายสำนักพิมพ์จะพากันเทความสนใจให้กับร้านนี้มากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
รายงานย้ำว่า สื่อยักษ์ใหญ่ที่จะร่วมเป็นพันธมิตรกับแอปเปิลในขณะนี้ได้แก่ Time Warner Inc., Conde Nast, Hearst Corp. และ News Corp. โดยสนนราคาสมาชิกนั้นยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดตัวบริการในไม่กี่เดือนข้างหน้า
Bloomberg นั้นโยงบริการนี้เข้ากับข่าวลือเรื่องการเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ซึ่งเชื่อกันว่าจะปรากฏสู่สายตาสาธารณชนในช่วงต้นปี 2011 โดยคาดว่าแอปเปิลจะเปิดตัวบริการนี้ในช่วงไล่เลี่ยกับการเปิดตัวไอแพดยุคหน้า ทั้งหมดนี้ต้องลุ้นกันต่อไปเพราะแอปเปิลนั้นมักทำอะไรให้ชาวโลกเซอร์ไพรส์กันอยู่เสมอ
ที่มา : Manager.co.th
Posted by suthamas | Posted in SEO, Web Hosting, ความรู้ทั่วไป | Posted on 20-05-2010
0
กำหนดภาษาที่ใช้บนเว็บได้
<meta http-equiv=content-type content=”text/html; charset=utf-8″>
แท็กนี้ มีประโยชน์คือ ช่วยปรับ internet explorer ให้แสดงอักษรภาษาไทย ได้ทันที
เนื่องจาก บางครั้งเมื่อ ผู้ใช้ browser อาจมีตัวอักษรหลายภาษา เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศษ ภาษาจีน ภาษาฯลฯ
หากเข้าเว็บเราซึ่งเป็นภาษาไทย อาจจะแสดงผลผิดไปเป็นภาษาอื่นได้ง่าย
ดังนั้น เพื่อไม่ต้องให้ผู้ใช้ encode หรือเปลี่ยนตัวอักษรหลายครั้ง ควรกำหนด Meta นี้ไว้ภายในแท็ก Head ด้วย ดังนี้
<head>
<meta http-equiv=content-type content=”text/html; charset= utf-8″>
</head>
Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 18-05-2010
0
google.co.th มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้ว่าสมัยก่อนต้องเข้า google.com
google.co.th ได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 2004/10/07 ค่ะ หลังจากนั้นก็เริ่มเปิดรับให้ผู้ใช้เข้ามาเป็น volunteer ในการแปลเป็นภาษาไทยค่ะ
ที่มา : guru.google.co.th
Posted by suthamas | Posted in Database, ความรู้ทั่วไป | Posted on 13-05-2010
0
ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ระบบงานสัญชาติเยอรมนีอย่างเอสเอพี (SAP) ตัดสินใจซื้อบริษัทไซเบส (Sybase Inc.) ด้วยมูลค่า 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ นักวิเคราะห์มั่นใจ การทุ่มเงินซื้อไซเบสครั้งนี้จะนำไปสู่ศึกชนช้างระหว่างเอสเอพีกับยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลอย่างออราเคิล (Oracle) แน่นอน
สื่ออเมริกันยกให้การซื้อไซเบสด้วยเงิน 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.92 แสนล้านบาทเป็นการประเดิมการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของประธานบริหารร่วมหรือ co-CEO คนใหม่ของเอสเอพีนาม Bill McDermott และ Jim Hagemann Snabe ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากซีอีโอคนก่อน Leo Apotheker ลาตำแหน่งไป
แม้จะถูกวิจารณ์ว่าการซื้อไซเบสจะทำให้เอสเอพีขาดสภาพคล่อง แต่นักวิเคราะห์ยอมรับว่าข่าวนี้จะทำให้ยักษ์ใหญ่อย่างออราเคิลหวั่นไหวแน่นอน โดยที่ผ่านมา แม้เอสเอพีจะไม่ได้เป็นคู่แข่งกับออราเคิลโดยตรง แต่ความเป็นเจ้าแห่งซอฟต์แวร์ระบบงานธุรกิจทำให้เอสเอพีพยายามสร้างซอฟต์แวร์เพื่อให้องค์กรธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลมหาศาลได้ดียิ่งขึ้น ผลคือเนื้องานของเอสเอพีและออราเคิลมีส่วนทับกัน นำไปสู่การแข่งขันโดยอ้อมๆมาตลอด
เท่ากับการซื้อไซเบส ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล ย่อมทำให้เอสเอพีและออราเคิลเป็นคู่แข่งกันมากขึ้นกว่าเดิม
นี่คือการทุ่มเงินซื้อกิจการบริษัทอื่นครั้งล่าสุดหลังเอสเอพีตัดสินใจซื้อบริษัทบิสิเนสออปเจ็กต์ (Business Objects) สัญชาติฝรั่งเศสในปี 2008 ด้วยมูลค่า 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทดังกล่าวมีจุดเด่นที่การสร้างซอฟต์แวร์ระบบงานอัจริยะที่ทำให้บริษัทองค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับไซเบส แม้ไซเบสจะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลขนาดเล็กที่มีส่วนแบ่งการตลาดโลกเพียง 2-3% เมื่อเทียบกับออราเคิลที่มีส่วนแบ่งถึง 40% แต่เอสเอพีก็เชื่อว่าไซเบสจะเติมเต็มเทคโนโลยีฐานข้อมูลให้เอสเอพีสามารถเติบโตรวดเร็วในตลาดองค์กรธุรกิจได้แบบครบวงจร โดยเฉพาะเทคโนโลยีการใช้งานฐานข้อมูลแบบเคลื่อนที่บนอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน ซึ่งไซเบสมีเทคโนโลยีที่จะทำให้พนักงานในองค์กรสามารถบริหารจัดการฐานข้อมูลบนอุปกรณ์พกพาได้ผ่านเครือข่ายข้อความ (messaging network) อยู่แล้ว ทำให้เอสเอพีมั่นใจว่าจะสามารถตอบความต้องการผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโลกที่มีจำนวนกว่า 4 พันล้านคนได้
McDermott ประธานบริหารร่วมของเอสเอพีการันตีว่าการซื้อกิจการครั้งนี้คือการเปลี่ยนเกมของทั้งลูกค้าเอสเอพีและไซเบส ซึ่งหลังการประกาศ มูลค่าหุ้นของไซเบสเพิ่มขึ้นถึง 35% ปิดที่ 56.14 เหรียญ ต่ำกว่าราคาหุ้น 65 เหรียญที่เอสเอพีเสนอซื้อ
ที่มา : managet.co.th
Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 06-05-2010
0
เอเชียซอฟท์เปิดตัว @Key อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยในการใช้บริการออนไลน์ เพิ่มรหัสผ่านชั้นที่สอง ป้องกันการแฮกข้อมูลจากแฮกเกอร์ เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าเกมออนไลน์ไทยและผู้ใช้บริการออนไลน์ในเครือข่ายเอเชียซอฟท์โดยเฉพาะ
นายปราโมทย์ สุดจิตพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่นกล่าวว่าเอเชียซอฟท์เปิดตัวเทคโนโลยี @ Key เข้ามาให้บริการเป็นรายแรกและครั้งแรกในประเทศไทยซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ยอมรับในธุรกิจธนาคารชั้นนำทั่วโลกเนื่องจากบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของระบบรักษาความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลของลูกค้าเป็นสำคัญ
”@Key จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าจะได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุดทุกครั้งที่ใช้รหัสผ่านชั้นที่สองจาก @Key เชื่อว่าบริการนี้จะตอบโจทย์ความต้องการรักษาความปลอดภัยรหัสผ่านส่วนตัวของลูกค้าและเชื่อว่าลูกค้าจะต้องเห็นถึงประโยชน์ และเป็นที่นิยมแพร่หลายแก่ลูกค้าเกมออนไลน์ในระยะเวลาอันใกล้นี้”
@Key คืออุปกรณ์สำหรับเพิ่มความปลอดภัยในการใช้บริการออนไลน์ เป็นการเพิ่มรหัสผ่านชั้นที่สอง ทำให้แฮกเกอร์ไม่สามารถเข้าระบบได้ โดยการนำรหัสผ่านแรกที่มีอยู่ผูกเข้ากับรหัสผ่านตัวที่สองที่ได้รับจาก @Key ทุกครั้งที่กดปุ่มรับรหัสผ่านจาก @Key จะได้รับรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (One Time Password) ซึ่งรหัสผ่านนี้จะเปลี่ยนแปลงภายในเวลาทุก 30วินาที ทำให้ผู้ใช้ต้องรีบใส่รหัสผ่านตามระยะเวลาที่กำหนด จึงมั่นใจว่ารหัสผ่านตัวใหม่นี้จะไม่มีใครแฮกไปได้
ที่มา : manager.co.th
Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 28-04-2010
0
อวสาน”ฟล็อปปี้ดิสก์” โซนี่ลั่นเลิกผลิตถาวร
นาทีนี้แม้การใช้งานแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์หรือ floppy disk ขนาด 3.5 นิ้วจะน้อยมากอยู่แล้ว แต่การประกาศหยุดสายพานการผลิตอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่นของโซนี่ (Sony) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นสัญญาณการอวสานของรูปแบบการเก็บข้อมูลบนแผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วที่เป็นรูปธรรมที่สุด
รายงานจากสำนักข่าวซีเน็ตระบุว่า แม้โซนี่จะยกเลิกการผลิตแผ่นดิสก์เก็บข้อมูลหรือที่เรียกกันว่า ฟล็อปปี้ดิสก์ในสหรัฐฯมานานระยะหนึ่งแล้ว และเดินเครื่องผลิตหน่วยเก็บข้อมูลที่เป็นแฟลชเมมโมรี่อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ที่ผ่านมา โซนี่ก็ยังสามารถจำหน่ายฟล็อปปี้ดิสก์ไปได้ถึง 12 ล้านชิ้นต่อปี (ข้อมูลผลประกอบการปีการเงิน 2009 ที่ผ่านมา)
ปัจจุบัน โซนี่คือเจ้าของส่วนแบ่งตลาด 70% ของตลาดฟล็อปปี้ดิสก์ขนาด 1.44MB ตัวเลขยอดขาย 12 ล้านชิ้นนั้นเป็นเลขที่ลดลงจากยอดขาย 47 ล้านแผ่นซึ่งโซนี่เคยทำได้เมื่อปีการเงิน 2002 โดยรายงานจากสื่อญี่ปุ่นระบุว่า โซนี่จะหยุดการขายฟล็อปปี้ดิสก์ ทั้งหมดในเดือนมีนาคม 2011
การตัดสินใจหยุดผลิตฟล็อปปี้ดิสก์ของโซนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากโซนี่มีดีกรีเป็นผู้นำร่องชิมลางตลาดแผ่นดิสก์ 3.5 นิ้วเป็นรายแรกตั้งแต่ปี 1981 เพื่อทดแทนตลาดแผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว ตั้งแต่นั้นมา โซนี่ต้องยืนหยัดแข่งขันกับหน่วยเก็บข้อมูลที่มีขนาดเล็กและมีความจุมากกว่า เช่น ยูเอสบีไดร์ฟ (USB) รวมถึงมาตรฐานแผ่นซีดี (CD) ทั้งแบบที่เขียนทับได้และไม่ได้ รวมถึงดีวีดี (DVD) ซึ่งให้ความจุมหาศาล โดยทั้งหมดสามารถกินตลาดฟล็อปปี้ดิสก์ไปได้อย่างถล่มทลาย
ส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดฟล็อปปี้ดิสก์จางหายไปจากโลกไอที คือการเลิกสนับสนุนรูปแบบการใช้งานหน่วยเก็บข้อมูลชนิดนี้ของผู้ผลิต คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยแอปเปิลเป็นรายแรกที่เลิกติดตั้งไดร์ฟอ่านเขียนฟล็อปปี้ดิสก์อย่างครบ วงจร ก่อนที่เดลล์ (Dell) จะเลิกรองรับฟล็อปปี้ดิสก์ตามมาในปี 2003 จนทำให้ผู้ผลิตรายอื่นๆตัดสินใจเดินตามในที่สุด
ที่มา : manager.co.th
Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 23-03-2010
0
บริษัทแอนตี้ไวรัสประกาศเตือนภัยชาวออนไลน์ให้ระวังซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายหรือมัลแวร์จากโฆษณาออนไลน์บนเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อย่างยาฮู, สำนักข่าวฟ็อกซ์ และกูเกิล ซ้ำรอยเดิมที่โฆษณาออนไลน์บนเว็บไซต์ข่าวอย่างนิวยอร์กไทม์ส รวมถึงเว็บไซต์ชื่อดังอย่างเทคครันช์ เคยส่งมัลแวร์ให้ผู้อ่านมาก่อนหน้านี้
ปัญหาโฆษณาออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือส่งมัลแวร์นั้นถูกสื่อมวลชนอเมริกันตั้งชื่อให้ว่า malvertising นำคำว่ามัลแวร์มาประสมกับคำว่า advertising (แปลว่าโฆษณา) จุดนี้บริษัทแอนตี้ไวรัส “Avast Virus Labs” ระบุว่าเซิร์ฟเวอร์โฆษณาของยาฮูและกูเกิลนั้นติดไวรัสและจะนำส่งมัลแวร์สู่ผู้บริโภคโดยไม่ได้ตั้งใจ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือผู้ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โดยอาศัยช่องโหว่ในโปรแกรมอย่าง Adobe Reader, Java, QuickTime และ Flash
รายงานระบุว่า คอมพิวเตอร์จะติดเชื้อทันทีที่โฆษณาถูกโหลดเข้าสู่โปรแกรมเบราว์เซอร์ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้กดคลิกใดๆ โดยจากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของลูกค้า Avast ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่ามัลแวร์มากกว่า 530,000 ตัวจากทั้งหมด 2.6 ล้านตัวนั้นถูกส่งมาจากแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ Yield Manager ของยาฮู โดยมากกว่า 16,300 ตัวถูกส่งจากแพลตฟอร์ม DoubleClick ของกูเกิล
ขณะนี้ทั้งยาฮูและกูเกิลต่างยอมรับว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจะเร่งหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด โดยกูเกิลได้เปิดเว็บไซต์ http://anti-malvertising.com/tips-for-publishers เพื่อให้ความรู้แก่นักการตลาดแล้ว
ที่มา : manager.co.th
Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 22-03-2010
0
สื่ออเมริกันปูดข่าวรั่ว กูเกิลจับมืออินเทลลุยพัฒนาแพลตฟอร์ม Google TV บนผลิตภัณฑ์โซนี่ อ้างแหล่งข่าวนิรนามว่าแพลตฟอร์มนี้จะครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ทีวีโทรทัศน์ กล่องรับสัญญาณเซ็ตท็อปบ็อกซ์ (set-top box) รวมถึงเครื่องเล่นบลูเรย์ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโฆษณาของกูเกิลได้สบายขึ้นจากทีวีในห้องนั่งเล่น
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ระบุว่า กูเกิลนั้นได้ลงมือสร้างกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์รุ่นต้นแบบขึ้นมาแล้วในขณะนี้ ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) บนหน่วยประมวลผลอะตอม (Atom) จากอินเทล ภายในติดตั้งซอฟต์แวร์ Google TV ซึ่งจะทำให้ส่วนติดต่อผู้ใช้หรือ interface แบบใหม่ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้บริการออนไลน์นานาชนิดได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น การเสิร์ช หรือการชมวิดีโอบนยูทูบ (Youtube)
ที่สำคัญ นิวยอร์กไทม์ย้ำว่า เว็บแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการบนเว็บไซต์ออนไลน์ เช่น เกม หรือโปรแกรมเครือข่ายสังคมอื่นๆ จะสามารถทำงานบนทีวีได้ทั้งหมด
ไทมส์ระบุว่า โครงการเครื่องต้นแบบ Google TV นั้นเกิดขึ้นมานานหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีการแถลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ทั้งกูเกิล อินเทล และโซนี่ ยังดึงเอาผู้ผลิตอุปกรณ์ต่อพ่วงรายใหญ่อย่างลอจิเทค (Logitech) เพื่อพัฒนารีโมททีวีที่มีคีย์บอร์ดขนาดจิ๋วในตัวด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยยกระดับความสะดวกสบายของทีวีอินเทอร์เน็ตในอนาคต
ปัจจุบัน ค่ายผู้ผลิตโทรทัศน์สีต่างเพิ่มคุณสมบัติการเล่นอินเทอร์เน็ตลงในโทรทัศน์สีจอบางแล้วในระดับค่อนข้างแพร่หลาย เนื่องจากค่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจของทีวีติดอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถต่อยอดบริการที่หลากหลายในอนาคตได้แบบไม่รู้จบ
ข่าวรั่วเรื่องชื่อพันธมิตรของโครงการ Google TV นี้เป็นข่าวที่ต่อเนื่องจากรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นอล ที่ระบุว่ากูเกิลจะเริ่มทดสอบกับเครือข่ายสมาชิกเคเบิลทีวีของ Dish Network แล้ว เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การทำดัชนีความนิยมรายการทีวีของผู้บริโภค ซึ่งเจอร์นอลได้อนุมานว่ากูเกิลจะหาทางทำธุรกิจโฆษณาบนทีวีติดอินเทอร์เน็ตด้วยบริการ Google TV Ads จากแพลตฟอร์ม Google TV นี้
ที่มา : manager.co.th
Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 18-03-2010
0
Ryan King วิศวกรของ Twitter ให้สัมภาษณ์กับบล็อก MyNoSQL ว่า Twitter มีแผนจะเปลี่ยนจากฐานข้อมูล MySQL ไปใช้ Apache Casandra ในเร็วๆ นี้ ด้วยเหตุผลเรื่องการขยายตัวของข้อมูล
ตอนนี้ Twitter ใช้คลัสเตอร์ MySQL ที่ใช้ memcache เข้าช่วย แต่พบว่าต้องใช้คนดูแลรักษามาก แถมอัตราการส่งข้อมูลยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดขึ้นมาที่ 50 ล้านครั้งต่อวันแล้ว (ข่าวเก่า Twitter มีผู้ส่งข้อความกว่า 600 ครั้งต่อวินาที) เราอาจบอกได้ว่า Twitter โตขึ้นมาถึงระดับที่ relational database เริ่มรับไม่ไหว
ทางออกของ Twitter จึงคล้ายกับรุ่นพี่อย่างกูเกิล (MapReduce/BigTable) ยาฮู (Hadoop) หรือ Facebook ซึ่งเป็นคนทำ Cassandra ฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ภายหลังโอเพนซอร์สและยกให้อยู่ในการดูแลของโครงการ Apache แนวทางนี้มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “NoSQL” ซึ่งหมายถึงวิธีการเก็บข้อมูลแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ relational database นั่นเอง
นอกจาก Twitter กับ Facebook แล้ว ลูกค้าของ Cassandra ยังมี Digg, Cisco, Rackspace
ที่มา : blognone.com