Featured Post

การตลาดอิเล็กทรอนิกส์

E-Marketing ย่อมาจากคำว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่า “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ...

อ่านต่อ

10 เหตุผลที่ Social Media ไม่สามารถมาแทนที่ Email ได้

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 26-11-2009

0

  1. อีเมล์จะยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการติดต่อของผู้คนไปอีกนาน แม้ว่าจะมีเครื่องมือในการสื่อสารใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะ Social Media ต่าง ๆ ที่เริ่มเปลี่ยนวิถีการสื่อสารจากอีเมล์ มาใช้ direct message ใน twitter หรือแม้กระทั่งใช้ private message box ใน facebook เป็นต้น สิ่งที่ยังเป็นตัวบ่งบอกว่า อีเมล์ยังไม่ตาย มีดังนี้
    ผู้คนยังคงส่งจดหมายแบบเขียนด้วยมือ ผ่านการส่งไปรษณีย์ แม้ว่าสามารถใช้โทรศัพท์ ส่งอีเมล์ ส่ง sms แทนได้
  2. แทบทุกเว็บไซต์ยังคงใช้อีเมล์เพื่อการลงทะเบียน
  3. Social Network ยังคงส่งการแจ้งเตือนต่าง ๆ ผ่านอีเมล์
  4. ยังไม่เห็นหลักฐานใด ๆ ว่า Google Wave จะเป็นสิ่งที่มาแรงแซงอีเมล์
  5. คนใช้อีเมล์จนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในชีวิตไปแล้ว แต่ Social Network อาจยังไม่ใช่
  6. ยังมีคนอีกหลายคนที่ไม่มีความสนใจที่จะใช้ Social Network
  7. อีเมล์ก็ยังปรับปรุงบริการของตนอยู่เรื่อย ๆ เช่น Google ก็เพิ่มลูกเล่นในการใช้งานให้กับบริการ Gmail ของตนอยู่ตลอดเวลา
  8. แม้กระทั่ง Social Network เองก็ยังเห็นความสำคัญของอีเมล์ เช่น MySpace ซึ่งเป็นหนึ่งใน Social Network ชื่อดัง ก็ยังเปิดให้บริการอีเมล์ของตนเอง เมื่อไม่นานมานี้
  9. ยิ่งคนใช้ Social Media มากขึ้น นั่นหมายถึงมีคนใช้อีเมล์มากขึ้นเช่นกัน
  10. อีเมล์ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่ในการทำการตลาดได้ดี ในขณะที่บางองค์กรยังหากลยุทธที่เหมาะสมสำหรับสื่อ Social Media ให้ตนเองไม่ได้

เรียกได้ว่า จุดเด่นของเครื่องมือออนไลน์แต่ละอย่าง ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์ที่ดีนั้น ก็ต้องเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน

ที่มา : keng.com

การเปิดคำสั่งพิเศษ Related Results ใน Google

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 24-11-2009

0

Related Results คือคำสั่งที่เอาไว้เปิดดูผลการค้นหาแท้จริงทั้งหมดที่แอบซ่อนอยู่ ซึ่งนาน ๆ จะมีโผล่มาตรงนี้ แต่หากมี Related Results โผล่มาให้เราดูแล้วก็ถือว่าเป็นการแนะนำจาก Google ให้เรากดเข้าไปดูต่อ เพราะผลการค้นหาปริมาณมากจาก Google กำลังรอเราอยู่ในหน้าถัดไป

ซึ่งจะเห็นว่า ผลการค้นหาอันดับสองนั้น จะมีบรรทัดเสริมเป็นลิงก์ต่อท้ายลงมาที่ระบุว่า “ผลการค้นหาเพิ่มเติมจาก www.xxx.com” เมื่อคลิกเข้าไปดู จะเห็นผลการค้นหาที่ปปรากฏเฉพาะในเว็บไซต์นั้น ในปริมาณมากเลยทีเดียว

QR Code คืออะไร

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 20-11-2009

0

ทุกท่านคงรู้จักกับ Bar Code กันแล้ว เพราะทุกสินค้า และห้างร้านบ้านเรา ก็มักจะใช้ตัว Bar Code เพื่อกำกับสินค้า ว่าสินค้าตัวนั้น มีชื่อว่าอะไร ราคาเท่าไหร่ เป็นต้น เพื่อให้คอมพิวเตอร์ได้อ่าน และประมวลได้อย่างรวดเร็ว แต่คุณ Bar Code คุณยังดีไม่พอ คือมีมนุษย์เรา พยายามคิดสิ่งที่จะสามารถอ่านค่า ได้เร็วกว่า Bar Code ขึ้นมาอีก สิ่งนั้นคือ QR Code

qrโดย QR Code ก็คือรหัสชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า two-dimensional bar code หรือใครจะเรียกว่า 2D bar code ก็แล้วแต่ โดยหลายชื่อนี้ ก็คือ QR Code เหมือนกันครับ ซึ่ง QR Code นี้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1994 โดยบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่ชื่อ Denso-Wave และได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ชื่อ QR Code ไปแล้วทั้งในญี่ปุ่น และทั่วโลก ทำให้เรามักจะเรียกว่า 2D Bar Code กันแทนเพื่อเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า QR Code นั้น ได้ถูกนิยามความหมายว่าเป็น Quick Response หรือการตอบสนองที่รวดเร็ว ซึ่งมาจากความตั้งใจของผู้คิดค้น ที่จะให้ QR Code นี้สามารถถูกอ่านได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง ซึ่งตัวสัญลักษณ์ QR Code นี้ได้รับความนิยม จนกลายเป็นของธรรมดาในญี่ปุ่นไปแล้ว

ทุกวันนี้ QR Code นอกจากจะเอาไว้ใช้ในวงการค้าขายสินค้า หรือขนส่งแล้ว ยังเป็นที่นิยมนำเอามาใช้ในการตลาดด้วย เราจะเป็น QR Code ไปโผล่อยู่ตามโฆษณา ในแมกกาซีน หรือป้ายโฆษณา Bill Board เป็นต้น ซึ่งเราสามารถให้ QR Code นี้ เก็บข้อมูล url ของเราได้ และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เราสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์สำหรับอ่าน QR Code หรือ 2D Bar Code นี้ไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ง่าย ๆ แล้ว เมื่อพบ QR Code ในแมกกาซีน หรือป้ายโฆษณา Bill Board ก็สามารถเอามือถือไป scan เพื่อรับข้อมูลนั้นมาได้ โดยสะดวกง่ายดาย  ซึ่งตัว QR Code นี้สามารถเก็บข้อมูลได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ wap url , web url หรือไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น

ที่มา : keng.com

15 อย่างที่ต้องตรวจสอบก่อนเปิด website

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 12-11-2009

0

1. Favicon
icon ที่บ่องบอกถึง brand ของ website ของคุณ ซึ่งจะปรากฎใน browser ของผู้ใช้งาน
<link rel=”icon” type=”image/x-icon” href=”/favicon.ico” />

สำหรับ iPhone
<link rel=”apple-touch-icon” href=”/favicon.png” />

2. Titles And Meta Data
ในส่วนนี้ชาว SEO ไม่น่าพลาด เพราะว่าเป็นส่วนสำคัญ ของหน้า html
<title>Web Hosting เว็บโฮสติ้ง คุณภาพราคาย่อมเยาว์ บริการดี 24 ชม</title>

3. Cross-Browser Checks
ทั้ง web designer และ developer คงจะปวดหัวไม่น้อย เพราะว่า website ของคุณต้องสามารถทำงานใน browser ชนิดต่างๆ
ได้เหมือนกัน เช่น IE, Firefox, Safari เป็นต้น

4. Proofread
อ่านทุกอย่างที่อ่านได้ใน website ของคุณว่าเป็นยังไงบ้าง ควรปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

5. Links
ตรวจสอบ link ใน website ของคุณว่าทำงานถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ชาว SEO ก็ไม่น่าพลาดในส่วนนี้

6.Functionality Check
แน่นอนคุณต้องทดสอบ function การทำงานต่างๆ ให้ถูกต้องและครบถ้วน

7. Graceful Degradation
ตรงนี้น่ากลัวเช่นกัน คือ website ของคุณต้องทำงานได้ ถ้า browser ของผู้ใช้งานเปิดการทำงานของ JavaScript

8. Validation
ต้องทำการตรวจสอบ website ของคุณให้เป็นไปตามมาตรฐานของ XHTML ด้วย w3c validator เพื่อช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้เยอะ

9. RSS Link
website ของคุณควรที่จะสนับสนุนระบบ feed ทั้ง RSS และ ATOM ซึ่งควรที่จะแสดงผ่าน browser ของผู้ใช้งานด้วย

10. Analytics
สำหรับคนทำ website อยากที่จะรู้สถิติการใช้งานต่างๆ ของ website โดยสามารถติดพวก Analytic Tools ได้เช่น
Google Analytic, StatCounter, TrueHit เป็นต้น

11. Sitemap
เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ของการทำ website และชาว SEO คงไม่พลาดอีกเช่นกัน เนื่องจากเอื้อแประโยชน์ให้ Search engine
เข้ามาเยี่ยมเยือน website ของเราได้ง่ายขึ้น

12. Defensive Design
ในกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆ เช่น 404 file not found, 501 เป็นต้น ก้ควรจะมีการออกแบบและสร้างหน้าดัก error เหล่านี้ไว้ด้วย
ซึ่งถือว่าเป็นความละเอียดของผู้สร้าง website กันเลยทีเดียว

13. Optimize
เมื่อระบบเสร็จสิ้นแล้ว ควรที่จะทำการปรับปรุงประสิทธิภาพของการทำงานในส่วนต่างๆ ของ website เช่น JavaScript, CSS,
Compressed HTML, Caching เป็นต้น ซึ่งถ้า website ทำงานเร็ว คนใช้งานก็จะให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น

14. Back Up
ในระบบที่จะเอาขึ้นนั้น ควรที่จะวางแผนระบบ backup ไว้ด้วยทั้ง hot และ cold backup

15. Print Style Sheet
กำหนด stylesheet หรือ css ในการ print หน้า website ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆ ระบบมองข้ามไป
<link rel=”stylesheet” type=”text/css” href=”print.css” media=”print” />

ที่มา : http://www.narisa.com/blog/up1/index.php?cat=31

Site Hack การเจาะข้อมูลเฉพาะเว็บไซต์

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 10-11-2009

0

Site Search เหมาะสำหรับการเน้นค้นหาข้อมูลเฉพาะในเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเท่านั้น และแน่นอนว่าความเที่ยงตรงของผลการค้นหาจะเพิ่มเป็นทวีคูณเลย หากเราเลือกเว็บไซต์ได้เหมาะสมกับสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่

เช่นอยากลองหาเช่า Web Hosting สักที่ ก็ให้ใช้คำสั่งนี้พิมพ์ลงไปในช่องค้นหา
site:www.jaideehosting.com Web Hosting

ค้นหาตัวเล็กตัวใหญ่ ผลออกมาแตกต่างกันไหม

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 09-11-2009

0

หากจะพิมพ์ตัวเล็กตัวใหญ่ จะ A หรือ a ใน Google มีค่าเท่ากันค่ะ คือ Google จะมองเห็นเป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด และไม่ใช่ที่ Google.co.th ที่เดียวเป็น แต่ Google อีก 100 กว่าประเทศ ทั่วโลกเลย

ลองทดสอบค้นหาใน Google ดู และลองสังเกตที่ผลการค้นหา ไม่ว่าจะค้นหายังไงผลก็ออกมาไม่แตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นอันดับการแสดงผล หรือแม้กระทั่งจำนวนผลการค้นหาก็เท่ากัน

สรุปได้เลยว่า ค้นหาตัวพิมพ์เล็ก พิมพ์ตัวใหญ่ ไม่มีความแตกต่างกันเลยใน Google ทุกประเทศทั่วโลก

Google ใช้อะไรในการระบุสัญชาติเว็บไซต์

Posted by suthamas | Posted in ความรู้ทั่วไป | Posted on 06-11-2009

0

Google เอาหลักการอะไรมาวัดเป็นตัวชี้วัดสัญชาติ (Google Website Identify Nationality) ของแต่ละเว็บไซต์

  1. หมายเลขไอพี IP Server ตรงนี้จะบอกตำแหน่งของประเทศที่เว็บไซต์นั้นอยู่
  2. นามสกุลโดเมน Top Level Domain (TLD) นอกจาก .com .net .org แล้วยังมีโดเมนนามสกุลพิเศษสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เช่น .in.th หรือ .co.th เป็นต้น เหตุผลที่ Google ชอบมาก เพราะนอกจากราคาสูงแล้วยังต้องมีเอกสารรับรองในการจดทะเบียนด้วย
  3. ภาษาหลักในเว็บไซต์ Main Language ควรจะเป็นภาษาไทย คือต้องทำให้เว็บไซต์ มีความเป็น Local Site  สูงพอที่จะเล่นกับ Local Search เช่น Google.co.th นั่นเองค่ะ

ที่มา: หนังสือล้วงตับ กูเกิ้ล

องค์ประกอบในการสร้าง Website

Posted by suthamas | Posted in E-Commerce | Posted on 04-11-2009

0

 องค์ประกอบในการสร้าง Website ที่สามารถดำเนินธุรกิจได้จริงบนตลาด Internet จะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย ดังนี้

  1. กำหนดกลุ่มผลิตภัณฑ์/บริการขององค์กรให้ชัดเจน (Grouping) 
  2. กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายใด 
  3. กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่า ต้องการอะไรจากการลงทุนทำ Website 
  4. กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด Online
  5. กำหนดโครงสร้างของ Website ให้ชัดเจน 
  6. กำหนดข้อมูลที่อยู่ภายใน Website ทั้งหมด (Site Concept & Contents) 
  7. กำหนดทิศทางและแนวทางการออกแบบของ Website 
  8. กำหนดโปรแกรมที่นำเข้ามาใช้สร้าง Website ให้ชัดเจน (Developer Tools)

ที่มา : ismed.or.th

เว็บไซต์ E-Commerce 5 รูปแบบ

Posted by suthamas | Posted in E-Commerce | Posted on 03-11-2009

0

รูปแบบของการทำเว็บไซต์ E-Commerce มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับความต้องการและรูปแบบในการทำ ของแต่ละเว็บว่าจะมีรูปแบบเป็นอย่างไร

1. การประกาศซื้อ-ขาย (E-Classified)

เป็น รูปแบบเว็บไซต์ E-Commerce ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจประกาศความต้องการ ซื้อ-ขาย สินค้าของตนได้ภายในเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์จะทำหน้าที่เหมือนกระดานข่าวและตัวกลางในการแสดงข้อมูลสินค้า ต่างๆ

2. เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้าออนไลน์ (Online Catalog Web Site)

เป็นรูปแบบ จัดทำเว็บไซต์ E-Commerce ในรูปแบบแคตตาล็อกออนไลน์ ที่มีรูปภาพและรายละเอียด สินค้าพร้อมที่อยู่เบอร์โทรติดต่อ ไม่มีระบบการชำระเงินผ่านทางเว็บไซต์ หรือระบบช้อปปิ้งการ์ด (ตะกร้าสินค้าออนไลน์)

3. ร้านค้าออนไลน์ (E-Shop Web Site)

เป็นรูปแบบเว็บไซต์ E-Commerce สมบูรณ์แบบ ที่มีทั้งระบบการจัดการสินค้า ระบบตะกร้าสินค้า (Shopping Cart) ระบบการชำระเงิน รวมถึงการขนส่งสินค้า ครบสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อสินค้าและทำการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ได้ทันที

4.การประมูลสินค้า (Auction)

เป็นเว็บไซ ต์ E-Commerce ที่มีรูปแบบของการนำสินค้าไปประมูลขายกัน โดยจะเป็นการแข่งขันใน การเสนอราคาสินค้า หากผู้ใดเสนอราคาสินค้าได้สูงสุดในช่วงเวลาที่กำหนด ก็จะชนะการประมูลและสามารถซื้อสินค้าชิ้นนั้นไปได้ ด้วยราคาที่ได้กำหนดไว้

5.ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace)

เป็นเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีรูปแบบเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ โดยภายในเว็บไซต์จะมีการรวบรวมเว็บไซต์ของร้านค้าและบริษัทต่างๆ มากมาย โดยมีการแบ่งหมวดหมู่ของสินค้าเอาไว้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าไป ดูสินค้าภายในร้านค้าต่างๆ ภายในตลาดได้อย่างง่ายดายและสะดวก

ที่มา:pawoot.com



Advertise Here