Posted by suthamas | Posted in เว็บสำเร็จรูป | Posted on 31-07-2009
0
คุณสมบัติเด่น ของ ร้านค้าสำเร็จรูป ร้านค้าออนไลน์ ราคาถูก ใช้งานง่าย มีระบบ shopping cart และี ระบบวิจารณ์สินค้า เพื่อช่วยในการติดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ ของลูกค้าคุณ และ ร้านค้าสำเร็จรูปของเรายังมีระบบบริหารจัดการผู้ดูแลระบบ และ เพิ่มผู้ดูแลได้ตามต้องการ มีระบบจัดการอีเมลล์และลูกเล่นอื่นๆอีกมากมาย
ร้านค้าสำเร็จรูป (ร้านค้าออนไลน์) คืออะไร เป็น E-commerce ที่มีระบบ shopping cart และมีรูปแบบเว็บไซต์ (Template) ซีงออกแบบมาอย่างสวยงาม พร้อมใช้งาน คุณสามารถเปิด ร้านค้าออนไลน์ ของคุณได้ง่ายๆ ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้อง มีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์เลย เพราะ การทำเว็บไซต์ ขายสินค้าออนไลน์ และระบบ Shopping Cart ด้วยเว็บไซต์สำเร็จรูป ที่เป็นร้านค้าสำเร็จรูปนั้น ง่ายนิดเดียว แถมราคาถูก และใช้งานได้ง่ายอีกด้วย
ร้านค้าออนไลน์ (E-commerce) เหมาะกับใคร ผู้ที่สนใจอยากเปิดร้านค้าออนไลน์ มี กิจการร้านค้าเป็นของตัวเอง หากยังลังเล หรือ กังวลอยู่ ร้านค้าสำเร็จรูปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และเป็นที่นิยม ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีราคาถูก ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากสนใจขายสินค้าออนไลน์ ก็ทำได้ง่ายๆ เพราะ ร้านค้าสำเร็จรูปของเราใช้งานง่าย เพียงแค่ติดต่อเรา คลิกสั่งซื้อ!!
Posted by suthamas | Posted in E-Marketing | Posted on 24-07-2009
0
E-Marketing ย่อมาจากคำว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่า “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือพีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยอินเทอร์เน็ต มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
- เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
- เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
- มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
- เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
- สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
- มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
- มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
- มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)
E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็น ต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน
ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ความแตกต่างกันในแต่ละตลาด
E-Marketing นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้ง การทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทาง คอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process) แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย
Posted by suthamas | Posted in Programming | Posted on 23-07-2009
0
ภาษาสไตล์ชีต (style sheet language) คือภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้อธิบายลักษณะการนำเสนอของเอกสารต้น ฉบับที่ถูกจัดเป็นโครงสร้าง ซึ่งมีส่วนต่างๆ ถูกกำหนดและจัดกลุ่มไว้อย่างชัดเจนแล้ว (well-formed) โปรแกรมหนึ่งๆ จะนำเอกสารต้นฉบับไปนำเสนอโดยใช้ลักษณะที่แตกต่างกันตามกลุ่มที่ได้กำหนดไว้ เนื่องจากคุณลักษณะอย่างหนึ่งของเอกสารที่ถูกจัดเป็นโครงสร้างคือ เนื้อหาที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในหลายบริบทและนำเสนอได้หลายวิธี ลักษณะการนำเสนอที่แนบติดไปกับเอกสาร จะทำให้การแสดงผลแตกต่างกันตามความต้องการในแต่ละงาน ภาษาสไตล์ชีตอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางเช่น CSS ใช้สำหรับกำหนดลักษณะการแสดงผลของเอกสาร HTML, XHTML, SVG, XUL, และภาษามาร์กอัปอื่นๆ และเพื่อที่จะนำเสนอเนื้อหาของเอกสารที่ถูกจัดเป็นโครงสร้างนั้น กฎเกณฑ์การแสดงผลต่างๆ จะถูกนำมาใช้ เช่น สีตัวอักษร แบบอักษร โครงร่างการจัดหน้า เป็นต้น กฎเกณฑ์เหล่านี้เรียกรวมกันว่าเป็น สไตล์ชีต
สไตล์ชีตแต่เดิมนั้นเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นและที่มีประวัติยาวนาน ถูกใช้โดยผู้อำนวยการพิมพ์ นักพิมพ์ดีด และนักเขียน เพื่อทำให้แน่ใจว่าสิ่งตีพิมพ์จะมีลักษณะการนำเสนอที่ถูกต้อง คือการสะกดคำและการใช้เครื่องหมายวรรคตอน ส่วนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบัน สไตล์ชีตถูกใช้ในการจัดลักษณะการปรากฏของเนื้อหาหรือความสวยงามมากกว่าการสะกดคำ
เรื่องของ LAMP กับ WAMP ต่างกันยังไง
หลายคนคงเคยได้ยินแต่ชื่อ appserve ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ WAMP ซึ่งเป็นการรวมชุดของ software ต่างๆ เข้าด้วยกันดังต่อไปนี้
W = Windows
A = Apache
M = Mysql
P = PHP (อาจจะรวมถึง Perl และ Python)
ผู้พัฒนา WAMP www.wampserver.com
แล้ว LAMP คืออะไร LAMP คือการรวมชุดของ software ต่างๆ เข้าด้วยกันดังต่อไปนี้
L = Linux
A = Apache
M = Mysql
P = PHP (อาจจะรวมถึง Perl และ Python)
ความต่างกัน ของ LAMP กับ WAMP ก็คือ การทำงานบน OS ที่แตกต่างกันนั่นเอง
Posted by suthamas | Posted in เว็บสำเร็จรูป | Posted on 21-07-2009
0
จุดเด่น ของร้านค้าออนไลน์ บนอินเทอร์เน็ต
เราลองมาดูจุดเด่นของร้านค้าออนไลน์ กันนะคะว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ
- ไม่ต้องมีหน้าร้านจริง ๆ หรือาจจะมีก็ได้ค่ะ
- สามารถเปิดร้านขายของได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน
- สามารถขายของได้ทั่วโลก
- ไม่ต้องมีพนักงานมานั่งเฝ้าหน้าร้านให้ยุ่งยาก
- มีลูกค้าหลากหลาย จากทั่วทุกมุมโลก
- ใช้ต้นทุนในการเปิดร้านค้าออนไลน์ต่ำมากๆ
- สามารถนำเสนอสินค้าและบริการของเราได้แบบไม่จำกัด
- เพียงคนเดียวก็สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายๆ
นอกจากนี้ ยังมีอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นจุดเด่นของร้านค้าออนไลน์ ถ้าหากว่าเราตั้งใจทำ และ ทำดี ๆ สามารถสร้างรายได้ ได้อย่างสบาย นอกจากนี้ร้านค้าออนไลน์ยังสามารถที่จะประชาสัมพันธ์ได้อย่างง่าย ๆ อีกด้วย
ร้านค้าออนไลน์ เหมาะกับใคร?
เหมาะกับบุคคลที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายสินค้าหรือธุรกิจบริการทุกประเภท สามารถใช้เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์เป็นจุดเชื่อมโยงของสินค้าหรือบริการกับลูกค้าได้ทั้งนั้น และสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
และใครที่สามารถมีร้านค้าออนไลน์ได้บ้าง ?
ผู้ที่สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ได้คือ ทุกคนที่ทำธุรกิจ โดยทุกคนสามารถมีร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเองได้ และสามารถทำได้ทันที เพียงแค่มีสินค้า หรือบริการที่ต้องการขาย ก็สามารถมีร้านค้าเป็นของตัวเองได้แล้ว หรือเพียงแค่มีความรู้พื้นฐานเล็กน้อยก็สามารถทำได้แล้ว เพราะการค้าขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้ระบบร้านค้าออนไลน์ นั้นง่ายนิดเดียว
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chaiyoreadyweb.com
Posted by suthamas | Posted in E-Marketing | Posted on 17-07-2009
0
E-Mail Marketing หรือ การตลาดทางอีเมล หมายถึงการตลาดที่ใช้วิธีการส่งอีเมลเพื่อใช้เป็นสื่อโฆษณาหรือ ข้อมูลข่าวสาร ผ่านไปยังกลุ่มคนจำนวนมาก โดยที่คนรับทั้งหมดจะต้องยอมรับหรือยินยอม ซึ่งผู้ที่ต้องการรับอีเมลจะรวมอยู่ในรายชื่อที่เรียกว่า opt in e-mail หากผู้รับไม่ต้องการรับอีเมลอีกต่อไปก็สามารถยกเลิกเพื่อถอนออกจากรายชื่อ ได้ แต่หากส่งอีเมลไปโดยผู้รับไม่ยินยอมหรือไม่เคยติดต่อกันมาก่อน จะถือว่าเป็นการรบกวนทางอีเมล ไม่ใช่การตลาดทางอีเมล ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า สแปม
แต่ว่าจะทำอย่างไรล่ะ ไม่ให้ถูกเรียกว่า Spam
E-mail marketing เป็นวิธีการทำการตลาดที่ทรงพลังยิ่ง สามารถโฆษณาไปยังผู้รับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่กลับเลือกวิธีการ Spam ซึ่งจะทำลายคุณค่าธุรกิจของตนเองลง และ วิธีการนี้ไม่ Work (มันจะไป work ได้ยังไง ก็คุณเล่นspamใส่เขา เขาก็ไม่เปิดอ่าน ส่งไปล้านฉบับ มีน้อยมากที่จะถูกเปิดอ่าน ที่เหลือก็ลงถังขยะ)
ในทางกลับกัน ถ้าคุณขอ ชื่อ และ email จากเขาคุณก็มีความชอบธรรมที่จะส่ง email ให้เขา ซึ่งนั่นก็คือ opt-in email และเป็นความจริง เช่นกันที่ opt-in Email ก็มีแนวโน้มที่จะถูกเปิดอ่านมากกว่า
Opt-in Email เป็นวิธีการทำการตลาดโดยขอชื่อและ email จากผู้เข้าชมเวบไซด์ และเพราะเราขอชื่อและ email จากเขา นั่นแปลว่าเขาอนุญาตให้เราสามารถส่ง email ไปให้เขาได้
เพื่อที่เราจะได้ให้ข้อมูลบางอย่างที่เขาร้อง ขอ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ถ้าคุณได้สร้างความสัมพันธ์แล้ว คุณก็จะสามารถยื่นข้อเสนอขายหรือยื่นข้อเสนอต่างๆได้โดยสะดวก
Posted by suthamas | Posted in E-Marketing | Posted on 16-07-2009
0
E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็นต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน
รายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
- เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
- เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
- มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
- เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
- สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
- มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
- มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
- มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)
ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
Posted by suthamas | Posted in E-Commerce | Posted on 15-07-2009
0
E-Commerce
E-Commerce คือ การดำเนินธรุกิจการค้าหรือการซื้อขายบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต โดยผู้ซื้อ (Customer) สามารถทำการ เลือกสินค้า คำนวนเงิน ตัดสินใจซื้อสินค้า โดยใช้วงเงินในบัตรเครดิต ได้โดยอัตโนมัติ ผู้ขาย (Business) สามารถนำเสนอสินค้า ตรวจสอบวงเงินบัตรเครดิตของลูกค้า รับเงินชำระค่าสินค้า ตัดสินค้าจากคลังสินค้า และประสานงานไปยังผู้จัดส่งสินค้า โดยอัตโนมัติ กระบวนการดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นบนระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต
ข้อดี
1.เปิดทำการค้าขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
2.ทำการค้าขายได้ทั่วโลก
3.ใช้งบประมาณในการลงทุนน้อย
4.ตัดปัญหาด้านการเดินทาง
5.ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์โดย สามารถประชาสัมพันธ์ได้ทั่วโลก
ข้อเสีย
1.ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ
2.ประเทศของผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การดำเนินการด้านภาษีต้องชัดเจน
4.ผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
ประเภทของ E-Commerce
1. การทำการค้าระหว่าง Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) กับ Business (ผู้ทำการค้า) หรือ C2B เช่น ลูกค้าต้องการซื้อหนังสือกับร้านค้า
2. การทำการค้าระหว่าง Business (ผู้ทำการค้า) กับ Business ( ผู้ทำการค้า) หรือ B2B เช่น ร้านขายหนังสือค้าต้องการสั่งซื้อหนังสือจากโรงพิมพ์
3. การทำการค้าระหว่าง Business ( ผู้ทำการค้า) กับ Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) หรือ B2C เช่น โรงพิมพ์ต้องการซื้อต้นฉบับจากผู้เขียน
4. การทำการค้าระหว่าง Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) กับ Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) ด้วยกัน หรือ C2C เช่น ผู้บริโภคต้องการขายรถยนต์ของต้นเองให้กับผู้บริโภคที่สนใจต้องการซื้อรถยนต์