Featured Post

E-Mail Marketing

E-Mail Marketing หรือ การตลาดทางอีเมล หมายถึงการตลาดที่ใช้วิธีการส่งอีเมลเพื่อใช้เป็นสื่อโฆษณาหรือ ข้อมูลข่าวสาร ผ่านไปยังกลุ่มคนจำนวนมาก...

อ่านต่อ mas

แนะนำ ร้านค้าสำเร็จรูป บริการดีๆ จาก Chaiyo readyweb

Posted by suthamas | Posted in เว็บสำเร็จรูป | Posted on 31-07-2009

0

คุณสมบัติเด่น ของ ร้านค้าสำเร็จรูป ร้านค้าออนไลน์ ราคาถูก ใช้งานง่าย มีระบบ shopping cart และี ระบบวิจารณ์สินค้า เพื่อช่วยในการติดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ ของลูกค้าคุณ และ ร้านค้าสำเร็จรูปของเรายังมีระบบบริหารจัดการผู้ดูแลระบบ และ เพิ่มผู้ดูแลได้ตามต้องการ มีระบบจัดการอีเมลล์และลูกเล่นอื่นๆอีกมากมาย

ร้านค้าสำเร็จรูป (ร้านค้าออนไลน์) คืออะไร เป็น E-commerce ที่มีระบบ shopping cart และมีรูปแบบเว็บไซต์ (Template) ซีงออกแบบมาอย่างสวยงาม พร้อมใช้งาน คุณสามารถเปิด ร้านค้าออนไลน์ ของคุณได้ง่ายๆ ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้อง มีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์เลย เพราะ การทำเว็บไซต์ ขายสินค้าออนไลน์ และระบบ Shopping Cart ด้วยเว็บไซต์สำเร็จรูป ที่เป็นร้านค้าสำเร็จรูปนั้น ง่ายนิดเดียว แถมราคาถูก และใช้งานได้ง่ายอีกด้วย

ร้านค้าออนไลน์ (E-commerce) เหมาะกับใคร ผู้ที่สนใจอยากเปิดร้านค้าออนไลน์ มี กิจการร้านค้าเป็นของตัวเอง หากยังลังเล หรือ กังวลอยู่ ร้านค้าสำเร็จรูปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และเป็นที่นิยม ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีราคาถูก ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากสนใจขายสินค้าออนไลน์ ก็ทำได้ง่ายๆ เพราะ ร้านค้าสำเร็จรูปของเราใช้งานง่าย เพียงแค่ติดต่อเรา คลิกสั่งซื้อ!!

ไมโครซอฟท์ยืนยัน เปิดให้่ดาวน์โหลด Windows 7 RTM ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้

Posted by admin | Posted in Operating System | Posted on 27-07-2009

0

Windows 7
ล่าสุดวันนี้ (21 ก.ค ในอเมริกา ตรงกับ 22 ก.ค ในประเทศไทย) ไมโครซอฟท์ได้ทำการเปิดเผยถึงช่องทางการดาวน์โหลด Windows 7 RTM ของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ยังคงไม่เปิดเผยถึงวันที่จะออกเวอร์ชัน RTM และหมายเลข Build ของเวอร์ชัน RTM แต่อย่างใด (บางเว็บไซต์บอกว่าเป็น Build 7600 แต่มีบางเว็บไซต์บอกว่าเป็น Build 7700)

ช่องทางการดาวน์โหลด Windows 7 RTM
ช่องทางการดาวน์โหลด Windows 7 RTM นั้น จะขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ใช้ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มดังนี้
• สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ
สำหรับลูกค้าแบบ Volume License (VL) ซึ่งมีไลเซนส์แบบ Software Assurance (SA) จะสามารถดาวน์โหลด Windows 7 RTM ในภาษาอังกฤษ ผ่านทาง Volume License Service Center (VLSC) ในวันที่ 7 สิงหาคม และหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชันในภาษาอื่นๆ

สำหรับลูกค้าแบบ Volume License (VL) ที่ไม่มีไลเซนส์แบบ Software Assurance (SA) จะสามารถดาวน์โหลด Windows 7 RTM ในภาษาอังกฤษ ผ่านทาง Volume Licensing ในวันที่ 1 กันยายน

• สำหรับผู้ที่ทำงานด้าน IT
สำหรับผู้ที่ทำงานด้าน IT ที่เป็นสมาชิก TechNet จะสามารถดาวน์โหลด Windows 7 RTM ในภาษาอังกฤษ ในวันที่ 6 สิงหาคม และจะสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชันในภาษาอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

สำหรับชาว IT Professionals ที่บริษัทมีการซื้อ Volume Licensing ให้ดูรายละเอียดด้านบน

• สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์
สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developers) ที่เป็นสมาชิก MSDN จะสามารถดาวน์โหลด Windows 7 RTM ในภาษาอังกฤษ ในวันที่ 6 สิงหาคม และจะสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชันในภาษาอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

• สำหรับลูกค้าทั่วไป
สำหรับลูกค้าทั่วไป (Consumers) นั้นสามารถซื้อ Windows 7 จากร้านค้าปลีกได้ตั้งแต่วันเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 22 ตุลาคม 2552 สำหรับเครื่องพีซีใหม่ซึ่งผลิตโดย OEMs จะเริ่มออกวางจำหน่ายพร้อม Windows 7 ในวันดังกล่าวด้วย

สำหรับลูกค้าที่ได้ทำการสั่งซื้อไว้ล่วงหน้าจะได้รับ Windows 7 ราวๆ ในวันที่ 22 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อ

• สำหรับกลุ่มอื่นๆ
สำหรับผู้สนใจใช้งาน Windows 7 แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มใดๆ ที่กล่าวมาด้านบนนั้น จะต้องรอจนกว่าจะมีการออก Windows 7 แบบ General Availability (GA) ในวันที่ 22 ตุลาคม 2552 นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์มีแผนที่จะออก Windows 7 Professional เวอร์ชันทดลองใช้งาน (Evaluation) สำหรับผู้สนใจช่วงหลังจากการออกเวอร์ชัน RTM โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ Springboard Series

รู้จัก Windows 7 RTM
Windows 7 RTM หรือ Release To Manufacturing นั้นคือ Windows 7 เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์ ที่ไมโครซอฟท์ออกให้แก่พาร์ตเนอร์หรือ OEM ในทางเทคนิคนั้น เวอร์ชัน RTM จะเหมือนกับเวอร์ชัน General Availability (GA) หรือ Final version ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับวางจำหน่ายตามร้านค้าทุกประการ

• ที่มา: TWA BLOG

การตลาดอิเล็กทรอนิกส์

Posted by suthamas | Posted in E-Marketing | Posted on 24-07-2009

0

E-Marketing ย่อมาจากคำว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่า “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือพีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยอินเทอร์เน็ต มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
  2. เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
  3. เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
  4. มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
  5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
  6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
  7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
  8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
  9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)

E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็น ต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน

ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ความแตกต่างกันในแต่ละตลาด

E-Marketing นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้ง การทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทาง คอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process) แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย

รู้จักกับภาษาสไตล์ชีต

Posted by suthamas | Posted in Programming | Posted on 23-07-2009

0

ภาษาสไตล์ชีต (style sheet language) คือภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้อธิบายลักษณะการนำเสนอของเอกสารต้น ฉบับที่ถูกจัดเป็นโครงสร้าง ซึ่งมีส่วนต่างๆ ถูกกำหนดและจัดกลุ่มไว้อย่างชัดเจนแล้ว (well-formed) โปรแกรมหนึ่งๆ จะนำเอกสารต้นฉบับไปนำเสนอโดยใช้ลักษณะที่แตกต่างกันตามกลุ่มที่ได้กำหนดไว้ เนื่องจากคุณลักษณะอย่างหนึ่งของเอกสารที่ถูกจัดเป็นโครงสร้างคือ เนื้อหาที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในหลายบริบทและนำเสนอได้หลายวิธี ลักษณะการนำเสนอที่แนบติดไปกับเอกสาร จะทำให้การแสดงผลแตกต่างกันตามความต้องการในแต่ละงาน ภาษาสไตล์ชีตอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางเช่น CSS ใช้สำหรับกำหนดลักษณะการแสดงผลของเอกสาร HTML, XHTML, SVG, XUL, และภาษามาร์กอัปอื่นๆ และเพื่อที่จะนำเสนอเนื้อหาของเอกสารที่ถูกจัดเป็นโครงสร้างนั้น กฎเกณฑ์การแสดงผลต่างๆ จะถูกนำมาใช้ เช่น สีตัวอักษร แบบอักษร โครงร่างการจัดหน้า เป็นต้น กฎเกณฑ์เหล่านี้เรียกรวมกันว่าเป็น สไตล์ชีต

สไตล์ชีตแต่เดิมนั้นเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นและที่มีประวัติยาวนาน ถูกใช้โดยผู้อำนวยการพิมพ์ นักพิมพ์ดีด และนักเขียน เพื่อทำให้แน่ใจว่าสิ่งตีพิมพ์จะมีลักษณะการนำเสนอที่ถูกต้อง คือการสะกดคำและการใช้เครื่องหมายวรรคตอน ส่วนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบัน สไตล์ชีตถูกใช้ในการจัดลักษณะการปรากฏของเนื้อหาหรือความสวยงามมากกว่าการสะกดคำ

LAMP กับ WAMP ต่างกันยังไง

Posted by admin | Posted in Database, Operating System, Web Hosting | Posted on 22-07-2009

0

เรื่องของ LAMP กับ WAMP ต่างกันยังไง

หลายคนคงเคยได้ยินแต่ชื่อ appserve ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ WAMP ซึ่งเป็นการรวมชุดของ software ต่างๆ เข้าด้วยกันดังต่อไปนี้
W = Windows
A = Apache
M = Mysql
P = PHP (อาจจะรวมถึง Perl และ Python)

ผู้พัฒนา WAMP www.wampserver.com

แล้ว LAMP คืออะไร LAMP คือการรวมชุดของ software ต่างๆ เข้าด้วยกันดังต่อไปนี้
L = Linux
A = Apache
M = Mysql
P = PHP (อาจจะรวมถึง Perl และ Python)

ความต่างกัน ของ LAMP กับ WAMP ก็คือ การทำงานบน OS ที่แตกต่างกันนั่นเอง

จุดเด่น ของร้านค้าออนไลน์

Posted by suthamas | Posted in เว็บสำเร็จรูป | Posted on 21-07-2009

0

จุดเด่น ของร้านค้าออนไลน์ บนอินเทอร์เน็ต

เราลองมาดูจุดเด่นของร้านค้าออนไลน์ กันนะคะว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ

  1. ไม่ต้องมีหน้าร้านจริง ๆ หรือาจจะมีก็ได้ค่ะ
  2. สามารถเปิดร้านขายของได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน
  3. สามารถขายของได้ทั่วโลก
  4. ไม่ต้องมีพนักงานมานั่งเฝ้าหน้าร้านให้ยุ่งยาก
  5. มีลูกค้าหลากหลาย จากทั่วทุกมุมโลก
  6. ใช้ต้นทุนในการเปิดร้านค้าออนไลน์ต่ำมากๆ
  7. สามารถนำเสนอสินค้าและบริการของเราได้แบบไม่จำกัด
  8. เพียงคนเดียวก็สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายๆ

นอกจากนี้ ยังมีอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นจุดเด่นของร้านค้าออนไลน์ ถ้าหากว่าเราตั้งใจทำ และ ทำดี ๆ สามารถสร้างรายได้ ได้อย่างสบาย นอกจากนี้ร้านค้าออนไลน์ยังสามารถที่จะประชาสัมพันธ์ได้อย่างง่าย ๆ อีกด้วย

ร้านค้าออนไลน์ เหมาะกับใคร?

เหมาะกับบุคคลที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายสินค้าหรือธุรกิจบริการทุกประเภท สามารถใช้เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์เป็นจุดเชื่อมโยงของสินค้าหรือบริการกับลูกค้าได้ทั้งนั้น และสามารถทำได้อย่างง่ายดาย

และใครที่สามารถมีร้านค้าออนไลน์ได้บ้าง ?

ผู้ที่สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ได้คือ ทุกคนที่ทำธุรกิจ โดยทุกคนสามารถมีร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเองได้ และสามารถทำได้ทันที เพียงแค่มีสินค้า หรือบริการที่ต้องการขาย ก็สามารถมีร้านค้าเป็นของตัวเองได้แล้ว หรือเพียงแค่มีความรู้พื้นฐานเล็กน้อยก็สามารถทำได้แล้ว เพราะการค้าขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้ระบบร้านค้าออนไลน์ นั้นง่ายนิดเดียว

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chaiyoreadyweb.com

กลยุทธ์สำหรับการเปิดร้านค้าออนไลน์

Posted by suthamas | Posted in E-Commerce | Posted on 20-07-2009

0

กลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับการเปิดร้านออนไลน์

  1. สินค้าที่นำมาขายจะต้องมีความน่าสนใจ และมีจำนวนมากพอ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาเลือกชมหรือเลือกซื้อสินค้า ภายในร้านค้าของเรารู้สึกเห็นถึงความหลายหลายของสินค้า และอยากเข้ามาที่ร้านค้าของเราอีก
  2. รายละเอียดสินค้าแต่ละอย่างจะต้องมีรายละเอียดที่ครบถ้วน ตรงตามความจริง ไม่มีสรรพคุณเกินจริง หรือเข้าข่ายหลอกลวง เป็นอันขาด
  3. สินค้าแต่ละอย่างมีอยู่จริง ซึ่งจะต้องพร้อมส่งให้ลูกค้าได้ในทันทีที่ลูกค้าสั่งซื้อและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
  4. เรื่องการออกแบบ ในการออกแบบหน้าเว็บไซต์นั้นจะต้องดูดี น่าเชื่อถือ น่าสนใจ หาสินค้าแต่ละอย่างได้ง่าย และมีลูกเล่นที่ดี
  5. การประชาสัมพันธ์ร้านค้า จะต้องมีการประชาสัมพัธ์ที่ดี มีการส่งจดหมายข่าว(Newsletter) หรือโฆษณาผ่าน banner exchangeต่าง ๆ

สิ่งที่ควรมีสำหรับการเปิดร้านค้าออนไลน์

  1. หน้าร้าน และพื้นที่ของร้าน ยิ่งกว้างยิ่งดี (Shop Showing)
  2. ต้องมีตะกร้า เมื่อซื้อสินค้าและสามารถคำนวณเงินได้ ก่อนชำระเงินจริง (Shopping Cart)
  3. มีอีเมล์ตอบรับ เมื่อมีผู้สนใจสั่งซื้อสินค้า ควรส่งให้ทั้งลูกค้า และเจ้าของร้านทราบ ว่ามีการสั่งซื้อสินค้า (E-Mail response)
  4. สามารถรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต หลังจากเลือกซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้ว (Credit Card Acception)
  5. มีสถิติ และรายงาน เพื่อเห็นความก้าวหน้าของเว็บ (Statistic)
  6. มีเทมเพลตให้เลือกใช้เยอะ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของร้านสามารถเลือกออกแบบหน้าร้านได้ง่ายขึ้น (Template)
  7. มีการประชาสัมพันธ์ ร้านค้าของคุณ ซึ่งต้องตรงกลุ่มเป้าหมายและถึงกลุ่มลูกค้า (Advertising)

E-Mail Marketing

Posted by suthamas | Posted in E-Marketing | Posted on 17-07-2009

0

E-Mail Marketing หรือ การตลาดทางอีเมล หมายถึงการตลาดที่ใช้วิธีการส่งอีเมลเพื่อใช้เป็นสื่อโฆษณาหรือ ข้อมูลข่าวสาร ผ่านไปยังกลุ่มคนจำนวนมาก โดยที่คนรับทั้งหมดจะต้องยอมรับหรือยินยอม ซึ่งผู้ที่ต้องการรับอีเมลจะรวมอยู่ในรายชื่อที่เรียกว่า opt in e-mail หากผู้รับไม่ต้องการรับอีเมลอีกต่อไปก็สามารถยกเลิกเพื่อถอนออกจากรายชื่อ ได้ แต่หากส่งอีเมลไปโดยผู้รับไม่ยินยอมหรือไม่เคยติดต่อกันมาก่อน จะถือว่าเป็นการรบกวนทางอีเมล ไม่ใช่การตลาดทางอีเมล ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า สแปม

แต่ว่าจะทำอย่างไรล่ะ ไม่ให้ถูกเรียกว่า Spam

E-mail marketing เป็นวิธีการทำการตลาดที่ทรงพลังยิ่ง  สามารถโฆษณาไปยังผู้รับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่กลับเลือกวิธีการ Spam ซึ่งจะทำลายคุณค่าธุรกิจของตนเองลง  และ วิธีการนี้ไม่ Work  (มันจะไป work ได้ยังไง ก็คุณเล่นspamใส่เขา  เขาก็ไม่เปิดอ่าน ส่งไปล้านฉบับ มีน้อยมากที่จะถูกเปิดอ่าน ที่เหลือก็ลงถังขยะ)

ในทางกลับกัน ถ้าคุณขอ ชื่อ และ email จากเขาคุณก็มีความชอบธรรมที่จะส่ง email ให้เขา ซึ่งนั่นก็คือ opt-in email และเป็นความจริง เช่นกันที่ opt-in Email ก็มีแนวโน้มที่จะถูกเปิดอ่านมากกว่า

Opt-in Email เป็นวิธีการทำการตลาดโดยขอชื่อและ email จากผู้เข้าชมเวบไซด์  และเพราะเราขอชื่อและ email จากเขา นั่นแปลว่าเขาอนุญาตให้เราสามารถส่ง email ไปให้เขาได้

เพื่อที่เราจะได้ให้ข้อมูลบางอย่างที่เขาร้อง ขอ  เพื่อสร้างความสัมพันธ์   ถ้าคุณได้สร้างความสัมพันธ์แล้ว คุณก็จะสามารถยื่นข้อเสนอขายหรือยื่นข้อเสนอต่างๆได้โดยสะดวก

การทำการตลาด E-Marketing

Posted by suthamas | Posted in E-Marketing | Posted on 16-07-2009

0

E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็นต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน

รายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
  2. เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
  3. เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
  4. มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
  5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
  6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
  7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
  8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
  9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)

ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

รูปแบบการทำธุรกิจออนไลน์ E-Commerce

Posted by suthamas | Posted in E-Commerce | Posted on 15-07-2009

0

E-Commerce
E-Commerce คือ การดำเนินธรุกิจการค้าหรือการซื้อขายบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต โดยผู้ซื้อ (Customer) สามารถทำการ  เลือกสินค้า คำนวนเงิน ตัดสินใจซื้อสินค้า โดยใช้วงเงินในบัตรเครดิต ได้โดยอัตโนมัติ ผู้ขาย (Business) สามารถนำเสนอสินค้า  ตรวจสอบวงเงินบัตรเครดิตของลูกค้า รับเงินชำระค่าสินค้า ตัดสินค้าจากคลังสินค้า และประสานงานไปยังผู้จัดส่งสินค้า  โดยอัตโนมัติ กระบวนการดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นบนระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต

ข้อดี
1.เปิดทำการค้าขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
2.ทำการค้าขายได้ทั่วโลก
3.ใช้งบประมาณในการลงทุนน้อย
4.ตัดปัญหาด้านการเดินทาง
5.ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์โดย สามารถประชาสัมพันธ์ได้ทั่วโลก

ข้อเสีย
1.ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ
2.ประเทศของผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การดำเนินการด้านภาษีต้องชัดเจน
4.ผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต


ประเภทของ E-Commerce

1. การทำการค้าระหว่าง Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) กับ Business (ผู้ทำการค้า) หรือ C2B เช่น ลูกค้าต้องการซื้อหนังสือกับร้านค้า

2. การทำการค้าระหว่าง Business (ผู้ทำการค้า)  กับ Business ( ผู้ทำการค้า) หรือ B2B เช่น ร้านขายหนังสือค้าต้องการสั่งซื้อหนังสือจากโรงพิมพ์

3. การทำการค้าระหว่าง Business ( ผู้ทำการค้า)  กับ Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) หรือ B2C เช่น โรงพิมพ์ต้องการซื้อต้นฉบับจากผู้เขียน

4. การทำการค้าระหว่าง Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ)  กับ Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) ด้วยกัน หรือ C2C เช่น ผู้บริโภคต้องการขายรถยนต์ของต้นเองให้กับผู้บริโภคที่สนใจต้องการซื้อรถยนต์

Advertise Here

ssssssssssssssssssssssssssssssssssssssssssss